เรื่อง AI กับลิขสิทธิ์ต้นฉบับของคนสร้างสรรค์ผลงานนี่ มันจะจบยังไง???

คือต้องเข้าใจก่อนว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ มันอัพเดทไม่ทันเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันมันเกี่ยวโยงไปถึงแค่ถ้ามีการพัฒนาหรือใช้ความพยายามในการสร้างสรรค์สิ่งนั้นขึ้นมาใหม่อย่างเพียงพอก็ถือว่าไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานเดิม

ทีนี้ต้องเข้าใจก่อนว่ากฎหมายลิขสิทธิ์มันมีทั้งความเป็นสากล (บังคับใช้ทั่วโลก) และความไม่แน่นอน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอด เชื่อหรือไม่ว่าครั้งนึงศาลเลยตัดสินว่า google ไม่ผิด ที่แปลงไฟล์จากหนังสือที่มีลิขสิทธิ์เข้าสู่ระบบ search engine ของ google เพราะศาลมองว่า google แปลงมาแค่ส่วนที่เป็นสรุป ไม่ใช่ทั้งหมด และการแปลงข้อมูลจาก analog เป็น digital ถือว่าเป็นความพยายามที่มากเพียงพอแล้ว กลายเป็นช่วงนั้นก็อปเนื้อหาจากหนังสือลงเน็ตกันจ้าละหวั่น เพราะศาลบอกแล้วว่าไม่ผิด เอาสิ

  • ทางฝั่งนักพัฒนาและผู้ใช้ AI ก็บอกว่า นี่ไง สิ่งที่ AI สร้าง ก็คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แต่แทนที่จะใช้ process เดิมคือสมองมนุษย์ในการสร้าง ก็เปลี่ยนไปใช้ algorithm ในการสร้างแทน ถ้ามืงไม่อยากให้กุเอาไปใช้ มืงก็อย่าเปิด public สิวะ
  • ทางฝั่ง creator ก็มองว่า กุเปิดให้คนทั่วไปเข้าไปดูเว้ย ไม่ได้ให้มืงเอาไปใช้เทรน AI แล้วกุก็ได้ค่าตอบแทนอ้อมๆจากยอด view หรือทางอื่นอยู่แล้วด้วย การที่มืงไม่จ่ายตัง ไม่ได้แปลว่าฟรี แต่ถ้ามืงเอาผลงานกุไปให้ AI สร้าง ต่อไปในอนาคตกุก็ไม่ได้อะไรเลยสิวะ แล้วต่อไปใครจะสร้างผลงานใหม่ๆออกมาให้มืง
  • ทางฝั่ง user ก็บอกว่า พวกศิลปินและเหล่า creator ต้องปรับตัว เพราะต่อไป AI จะให้มืงทำงานง่ายขึ้น เร็วขึ้น AI เป็นแค่เครื่องมือที่มาช่วยให้มืงทำงานง่าย และช่วยให้กุกลายเป็น expert โดยที่ไม่ต้องไปฝึกพื้นฐานอะไรเลยเว้ย กุก็สร้างงานแบบ expert ได้ เจ๋งป่ะละ

เอาล่ะ ทีนี้มาดูทางด้านพวก regulator เค้ามองยังไง

จริงๆพวก regulator เค้าก็รู้แหละว่า กฎหมายอัพเดทไม่ทัน แต่เค้าก็ต้องระวังคำพิพากษาของเค้ามากๆเพราะถ้าตัดสินไป แล้วประเทศอื่นๆเอาไปใช้อ้างอิง มันจะเกิดผลกระทบมหาศาล แต่ที่มีคำตัดสินออกมาแล้วแน่ๆก็คือ “ผลงานที่สร้างสรรค์โดย AI ไม่มีลิขสิทธิ์” ดังนั้นใครจะก็อปรูปที่สร้างจาก AI ไปใช้ก็ได้ ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะศาลมองว่ากฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองเฉพาะผลงานที่สร้างสรรค์โดยคนเท่านั้น ไม่คุ้มครองผลงานที่สร้างโดยเครื่องจักรหรือ algorithm โดยแม้ว่าจะสร้างจาก prompt ที่คนนั้นคิดขึ้นมาเองอย่างยากลำบากแค่ไหนก็ตาม

แต่สำหรับประเด็นเรื่อง content ดั้งเดิมที่ AI เอาไปใช้เรียนรู้ ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ จริงๆเรื่องนี้มีการฟ้องร้องมาก่อนกันมาก่อนประเด็น “ผลงานที่สร้างสรรค์โดย AI มีลิขสิทธิ์ไหม” เสียอีก แต่ regulator ก็ยังอ้ำๆอึ้งๆเรื่องนี้อยู่ เพราะมันมี 2 ประเด็นหลัก ที่ต้องพิจารณาคือ

  1. ถ้าตัดสินใจออกไปว่า AI ละเมิดลิขสิทธิ์ จะทำให้การพัฒนา AI โดยเฉพาะการพัฒนา AI ในประเทศตัวเองหยุดชะงัก ซึ่งในยุคที่การแข่งขันด้าน AI สูงปรี๊ดขนาดที่ใครเอาชนะคู่แข่งไปได้ ก็ได้เป็นมหาอำนาจคนถัดไปของโลกเนี่ย ใครๆก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ในประเทศตนเอง การพัฒนา AI จึงถูกควบคุมน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาไวที่สุด เพื่อให้คงความสามารถในการแข่งขันสูงสุด แม้ว่าจะต้องละเลยข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากการที่ไม่มีมาตรการการควบคุมที่ดีพอก็ตาม
  2. ถ้าตัดสินไปว่าไม่ผิด การสร้างสรรค์ผลงานโดยมนุษย์จะน้อยลงมาก เพราะทุกคนจะหันไปใช้ AI กันหมด ซึ่งก็ไม่เกิดผลดีต่อการพัฒนา AI และในช่วง generation ที่คนยังรู้วิธีสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่ง AI อาจไม่ได้รับผลกระทบชัดเจนนัก แต่ใน generation ถัดๆไปของมนุษย์ที่ AI มันรวบรวมองค์ความรู้ ทักษะ ความสามารถของมนุษย์รุ่นก่อนๆไว้ทั้งหมด จะทำให้มนุษย์ generation หลังๆพึ่งพาแต่ AI โดยไม่หลงเหลือทักษะการสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง (หรืออาจหมายรวมถึงทักษะที่ใช้ในกิจกรรมในชีวิตประจำวันทั้งหมด) อันนำไปสู่การล่มสลายของอารยธรรมมนุษย์
    และด้วยความรู้เรื่องผลดีและผลเสียของ AI ที่ยังจำกัดอยู่มาก ทำให้ regulator ไม่กล้าตัดสินแบบฟันธงไปเลยว่าเรื่องนี้ถูกหรือผิด คิดว่าเราคงต้องอยู่ใน gray zone ที่แบบไม่รู้ว่าถูกหรือผิดต่อไปอีกสักระยะใหญ่ๆเลย

ต่อมา มาดูทางฝั่งผู้พัฒนากันบ้างว่าเค้าคิดยังไงกับเรื่องนี้

จริงๆทางผู้พัฒนาก็รู้มาตลอดว่าเค้าอาจมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ได้ แต่ว่าผู้พัฒนาแต่ละเจ้า ก็มีวิธีการรับมือที่แตกต่างกันไป

OpenAI

ทางฝั่ง OpenAI ที่เป็นผู้พัฒนา ChatGPT แผนเดิมคือไปเล่นเรื่อง fair use เอาง่ายๆคือตัวเองบอกว่าเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ดังนั้น content ที่ตัวเองสร้างจากผลงานคนอื่น ถือว่าเป็นการใช้ที่เป็นธรรม เพราะตัวเองเป็นเพียงองค์กรที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการศึกษาและพัฒนาเท่านั้น ส่วนคนอื่นที่เอา content ที่ตัวเองใช้ถือว่าละเมิดไหม ไม่รู้ รอศาลตัดสินก่อนละกัน แต่ตัดจบที่ตัวเองใช้แบบ fair use พอ แต่ไปๆมาๆ แนวทางนี้ชักไม่ไหว เพราะว่าใช้เงินเยอะ เงินจะหมดก่อน เลยเริ่มหาตัง + เริ่มหาตังจริงๆจังๆมากขึ้นเรื่อยๆ
พอเริ่มหาตังจริงๆจังๆ เริ่มอ้าง fair use ไม่ไหวละ คราวนี้ก็เลยออกอาการ เอิ่มๆ ถ้าใน version หน้าๆ เราอาจจะมีแผนใส่ ref อ้างอิง แหล่งที่มาของของข้อมูลทั้งหมดที่เราเอามา generate ให้ดูละกัน จะได้แฟร์ๆเนอะ

Bing GPT

ทางฝั่ง Bing ซึ่งเป็นของไมโครซอฟเนี่ย ตัวเองเป็นองค์กรแสวงหาผลกำไรแน่ๆ จะมาอ้าง fair use ไม่ได้ละ เลยใช้วิธีใส่ ref กับลิ้งที่ตัวเองเอามาใช้อ้างอิงให้หมดนั่นแหละ จะได้แฟร์ๆ กุจะได้ขายบริการใหม่ๆให้ลูกค้า ส่วนเจ้าของ content ก็ได้ channel ใหม่ในการเข้าถึงลูกค้า วินๆทั้งคู่ จบนะ

Google Bard

ทาง Google เนี่ยรู้ตัวว่า ส่ง Bard ช้าไป เพราะก่อนหน้านี้ตัวเองเป็นผู้นำเรื่อง AI มาตลอด การพัฒนาเลยค่อนข้างช้าเพราะมีการควบคุมและระมัดระวังค่อนข้างสูง (แต่จริงๆก็ไม่ได้คิดเพื่อสังคมอะไรขนาดนั้น แค่กลัวว่าถ้ามีอะไรผิดพลาดหรือมีปัญหาขึ้นมาตัวเองจะเสียชื่อเสียง+ภาพลักษณ์) พอเจอ OpenAI นำหน้าไปไกล Google เลยออกอาการ Aggressive กว่า

Google มีจุดแข็งตรงที่มีข้อมูลในมือมหาศาล แต่ Google ก็กังวลเรื่องลิขสิทธิ์เช่นเดียวกัน เพราะ Google มีประสบการณ์เรื่องลิขสิทธิ์มาเยอะ เจ็บมาเยอะ มีประสบการณ์โดนฟ้องทั้งเรื่องเก็บรูปภาพไว้ที่ server เนื้อหาที่แสดงหน้า SERPs ว่าแสดงได้ขนาดไหน การเก็บ cached บลาๆๆๆ แต่ด้วยความที่มันไม่ทันแล้วไง โดนแซงจนหุ้นตกขนาดนั้น Google เลยปล่อยไม้ตายเลย โดยการออกกฎว่า “ถ้าหากเว็บไหนก็ตามที่ยอมให้ Bot ของ Google เข้าไปเก็บข้อมูล เพื่อนำไปแสดงบนหน้า Search engine ของ google ได้ ถือว่ายินยอมให้นำเนื้อหาในเว็บนั้นไปเทรน AI ของ Google ได้” หรือพูดง่ายๆก็คือ ถ้าอยากให้เว็บของคุณขึ้นหน้า search ของ google ก็ยอมให้ใช้ content ซะ แต่ถ้าไม่ยอม คุณก็จะไม่ติดในหน้า search engine ของ google อีกต่อไป

ส่วนเรื่องลิขสิทธิ์ google พยายามหาทางออกโดยบอกว่า เรามี protocol ในการแสดง reference ของเรานะเว้ย ว่าแบบไหนจะแสดง หรือไม่แสดง แต่เราจะไม่แสดงทั้งหมด พอถามไปว่ามีหลักการใน protocol ยังไง ทำไมแสดงบ้าง ไม่แสดงบ้าง Google ก็ตอบว่ามันก็หลักการทั่วไปน่ะแหละ ถ้าเป็นเนื้อหาที่กุ quote ชาวบ้านเค้ามาทั้งดุ้น หรือเป็นข้อมูลงานวิจัยที่มีข้อโต้เถียงไรงี้ กุก็จะแสดงให้คนเข้าไปอ่านต่อได้ แต่ถ้าเป็นบทความธรรมดา กุก็ไม่แสดงก็ได้ แต่กุก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมานะ เพราะกุบอกแล้วว่า Bard มันอยู่ระหว่างการพัฒนา กุบอกชัดเจนไม่ได้ แต่คิดง่ายๆว่าถ้ากุเป็นคนเขียนบทความ แล้วตรงไหนที่กุคิดว่าสุ่มเสี่ยงจะละเมิดลิขสิทธิ์ กุก็จะยอมรับรู้การมีลิขสิทธิ์โดยการอ้างอิงให้ โอเคนะ แต่ถ้า regulator เปลี่ยนตรงไหน ก็บอกมา เพราะกุเปลี่ยนเรื่อยๆอยู่ละ ก็บอกไปแล้วว่ายังพัฒนาไม่เสร็จ ถ้ามองในภาพรวมก็คือ google พยายาม balance ความพอดีระหว่าง ผลประโยชน์ของตัวเอง + ความ happy ของลูกค้าและผู้ใช้งาน + มุมมองของกฎหมายและ regulator นั่นแหละ


Share this:

จบการศึกษาเภสัชศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำงานในแวดวงอุตสาหกรรมยามานานกว่า 10 ปี เชี่ยวชาญด้าน QC/QA นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ทางด้านร้านยา เคยเปิดร้านยาของตนเอง หากมีเวลาว่างมักไป part time ร้านยาต่างๆ และเคยดูแลร้านยาให้กับเจ้าของบริษัทที่ทำงาน ชื่นชอบการทำเว็บไซต์ สนใจด้าน Internet Marketing และเทคโนโลยี ทำเว็บไซต์ และ SEO เป็นงานอดิเรก ดูเพิ่มเติม